Current Articles | Categories | Search | Syndication

ข้อมูลการศึกษาไทยในเวทีโลกและ มศว

จากข้อมูลสภาวการณ์การศึกษาไทยในเวทีโลก 2550 มีข้อมูลมากมายที่น่าสนใจ ขอหยิบยกมาเพียง 2-3 ประเด็น เพื่อมองการศึกษาไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอุดมศึกษาไทยและมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒของเราคิดการณ์อย่างไร (ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ)
การใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อการศึกษา ประเทศไทยและมาเลเซียใช้งบประมาณแผ่นดินสูง 25% นิวซีแลนด์ 21% เกาหลีและฟิลิปปินส์ 16% สหรัฐอเมริกา 14% ญี่ปุ่นและเยอรมนี 9%  แปลว่า การศึกษาในสังคมไทย ภาคเอกชน อาจรวมถึงงบประมาณรายได้ (ไม่มีข้อมูลระบุไว้) รับผิดชอบไป 75% ข้อมูลไม่ได้แยกระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษา ซึ่งการศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย ผู้เข้าศึกษาควรต้องรับผิดชอบมากขึ้น ส่วนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจก็เป็นหน้าที่ของรัฐและมหาวิทยาลัย ที่จะต้องเปิดโอกาสและปันจากผู้มีฐานะดีมาสู่ผู้มีฐานะไม่ดีให้มากขึ้น
เมื่อมาพิจารณาภายในประเทศของเรา มหาวิทยาลัยยังต้องพึ่งงบประมาณแผ่นดินสูงมาก อาจสูงถึง 80% มหาวิทยาลัยใหม่ที่ได้งบประมาณแผ่นดินน้อย ต้องสอนมาก นักศึกษามาก (ไม่มีเวลาทำวิจัย) ก็ยังมีปัญหาการปันส่วนจากบุคคล ทั้งผู้บริหารและคณาจารย์มาสู่การพัฒนามหาวิทยาลัย มศว ได้พัฒนาสัดส่วนระหว่างการใช้งบประมาณแผ่นดินและการแสวงหารายได้ดีขึ้นมาก เช่น ปีงบประมาณ 2552 งบประมาณแผ่นดิน 2,500 ล้านบาทเศษ งบประมาณรายได้ประมาณ 2,200 ล้านบาทเศษ แต่ประมาณ 2 ใน 3 ของงบประมาณรายได้มาจากศูนย์การแพทย์ ทั้ง 2 แห่งของเรา ซึ่งรายได้ดังกล่าวเป็นงบประมาณหมุนเวียนจากเวชภัณฑ์ยา “ได้มา-จ่ายไป” จำนวนมากทีเดียว
เมื่อย้อนกลับมาดูตัวเลขข้อมูลเบื้องต้น การใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อการศึกษาเปรียบเทียบไทยและมาเลเซียนับว่าสูงมาก ถามว่าดีไหม คนในวงการศึกษาย่อมบอกว่า “ดี” แต่ก็จะมีคำถามตามมาอีกว่า เมื่อรัฐจัดการศึกษาก็เต็มไปด้วยคำถามเชิงคุณภาพ เต็มไปด้วยปัญหา จนต้องประกาศปฏิรูปแล้วปฏิรูปอีก เราอาจต้องเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามารับผิดชอบมากขึ้นหรืออย่างไร
คำถามสำคัญสำหรับสถาบันการศึกษาในเรื่องนี้ จึงน่าตั้งคำถามว่า
1.   การศึกษาระบบแบมือขอควรจะได้รับการทบทวนและพัฒนาให้จริงจังหรือไม่
2. งบประมาณแผ่นดินที่เราได้มาจากภาษีประชาชนนั้น เราใช้คุ้มค่า ฟุ่มเฟือย มัธยัสถ์ พอเพียง หรือไม่พียงใด
3.   เราตอบแทนประเทศชาติด้วย คุณภาพ” เพียงพอหรือยัง
อัตราการเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา เกาหลีและฟินแลนด์ 91 และ 92% สหรัฐอเมริกาและสวีเดน 82 และ 83% ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา อยู่ระหว่าง 55-62% ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย 28 และ 32% จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย อยู่ระหว่าง 16-20% ไทย 43% ตัวเลขของเกาหลีและฟินแลนด์ที่ขึ้นไปสูงสุดเราคงไม่สงสัยอะไร ในกลุ่มจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย (16-20%) จีนประชากร 1,300 ล้านคน วันนี้ตัวเลขอาจยังต่ำ อีกไม่นานตัวเลขจะปรับขึ้นอย่างแน่นอน
ตัวเลขของไทย 43% น่าภาคภูมิใจไหม น่าภาคภูมิใจอย่างแน่นอน แต่เมื่อพิจารณาคำถามเกี่ยวกับ ธุรกิจการศึกษา คำถาม “ปริมาณและรายได้ของบุคคล” ความภาคภูมิใจอาจเป็นปัญหาอยู่พอสมควร
คำถามที่ตามมาอาจเกิดขึ้นได้ว่า
1. ปัญหาคุณภาพ การทำไร่เลื่อนลอย การไล่ล่าเหยื่อทางการศึกษา กับ 43% นั้น เราจะอธิบายว่าอย่างไร
2. 43% นั้น ยังมีนักศึกษาในมหาวิทยาลัยตีกัน ฆ่ากันเป็นประจำ
3. 43% ยังมีการรับน้องแบบคนเถื่อนและเต็มไปด้วยพิธีกรรมอยู่ไม่น้อยเลย
การสอนที่เน้นทฤษฎีและปฏิบัติของสถาบันอุดมศึกษา แสดงสัดส่วนระหว่าง ทฤษฎี และ ปฏิบัติ ดังนี้ ไทย 63 : 23 เกาหลี 51 : 48 อังกฤษ 51 : 28 ญี่ปุ่น 41 : 30 มาเลเซีย 34 : 41 จีน 11 : 13 เฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่ยกมานี้ มหาวิทยาลัยไทยเน้นทฤษฎีสูงมาก ปฏิบัติเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้น เกาหลีทฤษฎีสูงกว่าเพียงเล็กน้อย (51 : 48) อังกฤษประมาณ 2 เท่า ญี่ปุ่นต่างกันเพียงเล็กน้อย จีนและมาเลเซียน่าสนใจ เน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี
ซึ่งอาจแสดงว่าชาวมหาวิทยาลัยไทย เน้นทฤษฎีเกือบ 3 เท่าของปฏิบัติ เน้นการบรรยาย เน้นการเป็นนักทฤษฎี นักพูด มากกว่านักทำ ตรงกับผลสะท้อนที่เด็กไทยถูกตำหนิอยู่ 3 ประการ คือ ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ และทำอะไรไม่เป็น (คุณหมอประเวศ  วะสี ปาฐกถา วันมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 28 เมษายน 2552) ด้วยข้อมูลและประเด็นปัญหาดังกล่าวจึงอาจตั้งคำถาม ดังนี้
1.   การศึกษาอุดมศึกษาไทยเน้นทฤษฎี เน้นพูด เน้นบรรยาย มากกว่านานาประเทศ และเกินความจำเป็นไปหรือไม่
2.   ด้วยเราเน้นทฤษฎี ครูอาจารย์จึงทำอะไรไม่ค่อยเป็น นิสิตนักศึกษาทำอะไรไม่ค่อยเป็น เก่งแต่พูด เก่งแต่วิพากษ์วิจารณ์จริงหรือไม่
3.   เราจะต้องเร่งด่วนพัฒนาการเรียนการสอนที่เน้นปฏิบัติการ คิดได้-ทำได้ ห้องทดลอง ห้องปฏิบัติการ สหกิจศึกษา (Cooperative Education) UBI หรือไม่
กรุณาช่วยกันคิดต่อไป

Previous Page | Next Page

Copyright © 2009 Srinakharinwirot University All Rights Reserved.
Since February 06, 2009