Current Articles | Categories | Search | Syndication

ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มศว

             ความพยายามของผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ มศว ในอดีต ที่จะมีโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครหรือโอนย้ายโรงพยาบาลมาสังกัดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งได้มีความพยายามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความพยายามที่จะโอนย้ายโรงพยาบาลชลประทาน หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ผู้อุปถัมภ์โรงพยาบาลชลประทาน ก็ได้ให้การสนับสนุนเรื่องนี้มาโดยตลอด ความพยายามเมื่อสิบปีเศษนั้น มหาวิทยาลัยไม่พร้อม
            เมื่อผู้บริหารชุดปัจจุบันเข้ารับตำแหน่งในปี 2546 ได้ประสานงานเรื่องนี้กับรัฐบาลและโรงงานยาสูบ เพื่อขอโอนย้ายโรงพยาบาลยาสูบมาสังกัด มศว ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี แต่ผู้บริหารโรงพยาบาลยาสูบทวนกระแสในเรื่องนี้ ความพยายามจึงผ่านไป
มศว ได้ดำเนินการเรื่องนี้ต่อมา โดยขอโอนย้ายโรงพยาบาลชลประทาน จากกระทรวงสาธารณสุขมาสังกัด มศว ผู้ที่ทำให้เรื่องนี้สำเร็จลงได้คือ ฯพณฯ นายพินิจ จารุสมบัติ นายสุธรรม แสงประทุม และ ผอ.โรงพยาบาลชลประทาน นพ.อุทัย สุภาพ ซึ่งเห็นคุณค่าของการเป็นโรงเรียนแพทย์ ทั้งเพื่อการผลิตนักเรียนแพทย์และการบริการ เรื่องนี้คณะผู้บริหาร มศว ได้ไปกราบหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุอย่างต่อเนื่อง หลวงพ่อสนับสนุนและฝากฝังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
            ช่วงเวลานั้น เป็นช่วงเวลาที่อธิการบดีทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรื่องทั้งหมดต้องผ่าน สนช.ด้วย โรงพยาบาลชลประทานได้ย้ายมาสังกัด มศว 7 ตุลาคม 2550 แล้วหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุก็ละสังขารหนีเราไปหลังจากนั้น 3 วัน (10 ตุลาคม 2550) โรงพยาบาลชลประทาน” ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ” เพื่อเป็นปัญญานุสรณ์แด่หลวงพ่อ ตามที่แจ้งไว้ในการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
โรงพยาบาลชลประทาน ซึ่งเคยเป็นเนื้อนาบุญของกรมชลประทานในอดีต เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนมากมาย เป็นที่พึ่งพิงของชาวชลประทาน พระคุณเจ้าเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ มองเห็นการณ์ไกลว่า โรงพยาบาลชลประทานควรพัฒนาไปสู่การเป็นโรงเรียนแพทย์ เพื่อให้การผลิตแพทย์และการบริการรักษาพยาบาลได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพต่อไป
            บนพื้นที่ประมาณ 70-80 ไร่ ทางกรมชลประทานพร้อมที่มอบให้เพิ่มขึ้นอีก บุคลากรทั้งหมด ประมาณ 1,000 คน เป็นหมอประมาณ 40 คน พยาบาล 70-80 คน ซึ่งนับว่าน้อยมากกับการบริการผู้คนมากมายเหลือเกิน มหาวิทยาลัยกำลังเร่งเพิ่มหมอ พยาบาล บุคลากร ให้เข้าสู่มาตรฐานการเป็นโรงเรียนแพทย์ บุคลากรชั่วคราว ประมาณกึ่งหนึ่งพัฒนาเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัย ตามมาด้วยค่าตอบแทนที่สร้างแรงจูงใจมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
            การก่อสร้างอาคาร การปรับปรุงอาคารสถานที่และห้องพักต่างๆ ดำเนินไปอย่างเร่งด่วน จัดสรรงบประมาณเป็นค่าก่อสร้างในปีงบประมาณ 2552 ประมาณ 400 ล้านบาท เฉพาะค่าก่อสร้างอาคารในปีงบประมาณ 2552 ประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการต่อไป
            ข้อตกลงเบื้องต้นสำหรับ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มศว คือ ในช่วง 4 ปีแรก มีมติร่วมกันให้เป็นโรงพยาบาลที่สังกัดอยู่กับมหาวิทยาลัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยทั้งระบบลงมาร่วมพัฒนาให้เข้มแข็งโดยเร่งด่วน หลังจากนั้น จะต้องทำความตกลงกันต่อไปว่า จะสังกัดอยู่กับคณะแพทยศาสตร์หรือมหาวิทยาลัย ซึ่งห้วงเวลาดังกล่าวนี้ จึงเป็นห้วงเวลาที่จะพิสูจน์ความมุ่งมั่นและน้ำใจของคณะแพทยศาสตร์ที่มีต่อโรงพยาบาล ว่าเมื่อถึงวันนั้นแล้ว จะเป็นอย่างไรต่อไป
            พร้อมกันนั้น มหาวิทยาลัยก็ยืนยันมาโดยตลอดว่า ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะมีคณะแพทยศาสตร์เพียงคณะเดียวเท่านั้น แต่มีสองโรงพยาบาล จะไม่มีสองคณะแพทยศาสตร์โดยเด็ดขาด  ต่างจากมหาวิทยาลัยมหิดลที่มีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล  และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งนั่นเป็นประวัติศาสตร์เฉพาะของมหาวิทยาลัยมหิดล
            สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน งานวันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี   29 ธันวาคม 2552  ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารและทรงบรรยายเรื่อง ภาษาไทยเข้มแข็ง”  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและเป็นขวัญกำลังใจยิ่งแก่พวกเราทุกคน อย่างหาที่สุดมิได้
            มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสงค์ที่จะเห็น ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มศว เป็นโรงเรียนแพทย์ เป็นโรงพยาบาลบริการทางด้านการสาธารณสุข เป็นโรงพยาบาลที่ไม่ใหญ่โตเทอะทะ และดีที่สุดแห่งหนึ่งในสังคมไทย

            โปรดติดตามและให้ความเกื้อหนุนอย่างสำคัญยิ่ง

Previous Page | Next Page

Copyright © 2009 Srinakharinwirot University All Rights Reserved.
Since February 06, 2009