Current Articles | Categories | Search | Syndication

วัฒนธรรมบัณฑิตศึกษา

            ด้วยมหาวิทยาลัยเก่าที่มีพัฒนาการมายาวนานพอสมควร ดังเช่น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ผ่านเส้นหกทศวรรษมาแล้ว สมควรจะได้ให้ความสำคัญกับงานบัณฑิตศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยพัฒนาการ ด้วยประสบการณ์ ด้วยผลึกความรู้ มหาวิทยาลัยเก่าควรต้องเป็นที่คาดหวังหรือที่พึ่งพิงของสังคม มหาวิทยาลัยใหม่อาจจะต้องขับเคลื่อนตัวเองให้แรงหรืออาจจะใช้กระบวนการที่ฉาบฉวยไปบ้าง ก็ไม่ว่ากัน แต่ท้ายที่สุดทุกสถาบันการศึกษาต้องเอา คุณภาพ เป็นตัวตั้ง

            ข่าวในสื่อมวลชน 5 พฤษภาคม 2552 องค์กร QS Asian Universities Ranking 2009 ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัย 200 อันดับในเอเชีย ก็ต้องขอแสดงความยินดียิ่งกับมหาวิทยาลัยไทย 8 แห่ง ที่บุกเบิกติดอันดับดังกล่าว ซึ่งก็มีมหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยมหิดลของเรานำหน้าติดอันดับที่ 30 มหาวิทยาลัยบูรพาอดีตวิทยาเขตของเราติดอันดับที่ 151
            นอกจากนั้นก็ยังมีจัดอันดับกลุ่มสาขาวิชาอีก 4 กลุ่ม
            Arts and Humanities
            Life Sciences and Medicine
            Natural Sciences
            Social Sciences
            IT and Engineering
KPIs ของ QS Asian Universities Ranking  2009 ประกอบด้วย
            Asian Academic Peer Review 30%
            Asian Employer Review 10%
            Student / Faculty and Citation 30%
            International Factor 10%
            แนวโน้มกระแสการจัดอันดับสถาบัน ทั้งในกระแสโลก กระแสเอเชีย และกระแสสังคมไทย กำลังขยายตัวจากการจัดอันดับสถาบัน มาสู่กลุ่มสาขาวิชา สาขาวิชาหรือคณะต่อไป เราทราบดีว่าการจัดอันดับมหาวิทยาลัยมีหลายสำนัก หลายประเทศ มีมาตรฐานและ KPIs หลายชุด หลายแบบ แต่ก็จะมี KPIs หลักๆ อยู่พอสมควร จริงอยู่การประเมินหรือ KPIs เหล่านั้นอาจอิงความเป็นมหาวิทยาลัยตะวันตก ซึ่งเราก็คงปฏิเสธไม่ได้ ทราบว่าหลายสำนักก็พยายามสร้างมุมมองเฉพาะของตนเองขึ้นมา บางสำนักให้ความสำคัญของกระบวนการเรียนการสอนก็มี แล้วเรื่องนี้ สังคมไทยจะสร้างมาตรฐานของตนเองขึ้นหรือไม่ อย่างไร ก็เป็นเรื่องของอนาคต
            เราคงไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบและไม่ยอมจำนน เราเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอายุครบ 60 ปี (2552) พัฒนามาจากโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูงและวิทยาลัยวิชาการศึกษา ที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางทางด้านการศึกษา พัฒนามาเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปี 2517 ถึงวันนี้ (2552) เราเป็นมหาวิทยาลัยพหุศาสตร์ (Comprehensive University) มา 35 ปี เราช้าไปหลายเรื่อง เราเน้นการสอนมานานพอสมควร เราคัดสรรผู้สอนที่เป็นคนเก่ง คนดี และสอน เราอาจไม่ได้เน้นวิจัย ไม่เน้นบัณฑิตศึกษา ไม่เน้นความเป็นสากล ไม่เน้นวุฒิการศึกษา ไม่เน้นตำแหน่งวิชาการ ไม่มีเกณฑ์ภาระงานที่เน้นภารกิจของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
            วันนี้เราจึงต้องทำงานหนัก ทุกสิ่งทุกอย่างไม่สามารถแก้ปัญหาได้ชั่วข้ามคืน เราต้องไม่ยอมจำนน เราต้องกัดติด ทำงานหนักให้ตรงประเด็น และเราต้องทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง จริงจังถ้วนหน้า
            ความเป็น Comprehensive University ที่มีความหลากหลาย มีพลังของศาสตร์แต่ละศาสตร์ เป็นพลังเกื้อหนุนและผลักดันซึ่งกันและกัน การเดินทางมา 35 ปี ย่อมมีประสบการณ์ มีสติปัญญา มีผลึกความรู้ที่เอื้อมากมายหลายสิ่ง มหาวิทยาลัยเก่าอย่างเรา ต้องผลักดันงานบัณฑิตศึกษาให้แรง ฉีดยาให้แรง จำนวนผู้เข้าเรียนบัณฑิตศึกษาในช่วง 2-3 ปีนี้ ลดลงอย่างน่าใจหาย มหาวิทยาลัยอื่นก็เช่นกัน ส่วนหนึ่งผู้คนหันไปศึกษาแบบจ่ายครบจบแน่มากขึ้น งานบัณฑิตศึกษาจะขับเคลื่อน KPIs มากมายหลายตัว ทั้งศักยภาพของคณาจารย์ วิจัย บทความวิชาการ การอ้างอิง ความเป็นสากล ชื่อเสียง โยงไปถึงประสิทธิภาพการเรียนการสอน และคุณภาพบัณฑิต รวมทั้งเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย
            ขอเชิญชวนคณาจารย์บัณฑิตศึกษาและคณาจารย์ทุกท่านร่วมสร้าง วัฒนธรรม” 5 ประการ ดังนี้
1.วัฒนธรรมคุณภาพ ถึงเวลาหรืออาจจะเลยเวลาแล้ว ที่มหาวิทยาลัยจะต้องเอาคุณภาพเป็นตัวตั้ง มุ่งไปสู่ปริมาณได้แต่ต้องเป็น ปริมาณและคุณภาพ” เราต้องมุ่งมองถึงคุณภาพของการบริหารจัดการ คุณภาพของคณาจารย์ บุคลากร และคุณภาพของนิสิตนักศึกษา บัณฑิต คุณภาพของหลักสูตร การบริหารหลักสูตร เป็นประการสำคัญ ต้องปรับรื้อหลักสูตรทั้งระบบ คัดสรรและพัฒนาคุณภาพอาจารย์ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน หายใจเข้า-ออกเป็นคุณภาพ เน้นทุกเรื่องให้มีคุณภาพ ทำจนเป็นกิจนิสัย เป็นปกติ เป็นสิ่งเดียวกับชีวิตการทำงาน
2.วัฒนธรรมวิจัย เราล้วนพัฒนามาจากวัฒนธรรมสอน การปรับตัวให้วิจัยนำการสอน  วิจัยมาก่อนสอน วิจัยเพื่อสอน บริการวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เป็นองค์ความรู้ของเราจากการวิจัยของเรา ไม่ใช่ความรู้สั่งเข้า ความรู้ของคนอื่น ความรู้จากตำรา สำหรับอาจารย์แล้วฝันก็ควรเป็นวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสอนในระดับบัณฑิตศึกษา โท เอกนั้น ควรจะกำหนดแนวคิดว่า ไม่วิจัยไม่มีสิทธิ์สอน”
3.วัฒนธรรมการเรียนรู้ การเรียนรู้เกี่ยวข้องกับผู้สอน หลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ เราจะพัฒนาการเรียนรู้ให้มีความเข้มแข็ง เปลี่ยนแปลงก้าวหน้า สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่มุ่งมั่นให้ผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนเป็นดวงดาวของการเรียนรู้ การเรียนการสอน สร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาการเรียนการสอนเพื่ออนาคต การเรียนการสอนที่มีคน มีชีวิตชีวาได้อย่างไร จริงจังจนกลายเป็นวัฒนธรรม
4.วัฒนธรรมประกันคุณภาพการศึกษา แม้การประกันคุณภาพการศึกษาจะเป็นกลไก เป็นกระบวนการ เป็นระบบ เพื่อชี้ประเด็นคุณภาพของการเป็นองค์กรทางการศึกษา ทั้งการประกันคุณภาพการศึกษาภายในและภายนอก ภายนอกก็กำลังเชื่อมโยงไปสู่การจัดลำดับและการปฏิบัติงานโดยมุ่งมองมาตรฐานและตัวชี้วัดไปพร้อมกันด้วย จึงเป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ แม้สังคมไทยจะพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาขึ้นมาในช่วงเวลาไม่ยาวนานนัก เราอาจจะอึดอัดคับข้องใจบ้าง แต่เราก็คงต้องยอมรับความจริง และพัฒนาความคับข้องใจนั้นให้ก้าวไปสู่ความเป็นปกติวิสัยและเป็นวัฒนธรรม
5.วัฒนธรรมเกณฑ์ภาระงาน การอุดมศึกษากระแสตะวันตกมักมุ่งมองพันธกิจของคณาจารย์มหาวิทยาลัย 3 ประการคือ สอน วิจัย และบริการวิชาการ สังคมไทยได้ผนวกพันธกิจการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วย เรากำหนดกันไว้นานแล้ว จริงจังบ้าง ไม่จริงจังบ้าง ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง แล้วเราก็กลายเป็นมหาวิทยาลัยสอนกันไปถ้วนหน้า โลกเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยที่ต้องเป็นสติปัญญาของสังคม ต้องเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างแนบแน่น พันธกิจทั้ง 4 ประการจึงต้องเป็นจริง การกำหนดเกณฑ์ภาระงานสำหรับคณาจารย์จึงเป็นความจำเป็น ณ วันนี้ ไม่เช่นนั้นเราไม่สามารถปรับพฤติกรรมในมหาวิทยาลัยด้วยระบบสมัครใจเพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ก็ต้องก้าวไปสู่ความเป็นปกติธรรมดา ธรรมชาติ และเป็นวัฒนธรรมในท้ายที่สุด
เรียนย้ำความเชื่อมั่นว่า วัฒนธรรมคือความเป็นปกติ ธรรมดา ธรรมชาติ เป็นลมหายใจเข้า-ออก เป็นศีล เป็นสันติสุข
ณ วันนี้ สำหรับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เราขอให้คณาจารย์ใหม่ทุกคนต้องจบการศึกษาสูงสุด ต้องตรวจสอบสมรรถนะการวิจัย ความเข้มแข็งภาษาไทย ภาษาต่างชาติ ภาษาไอซีที และคณาจารย์ทุกศาสตร์ต้องผ่านการอบรม 3 รายวิชาทางด้านการศึกษา เพื่อให้กระบวนการทางการศึกษามีพลังขับเคลื่อนทุกศาสตร์ที่ทุกคนเกี่ยวข้อง สามารถถ่ายทอด เรียนรู้ และพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

กล่าวเฉพาะการพัฒนามหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย “Research University” เราต้องบอกตัวเราเองตลอดเวลาว่า “วิจัย วิจัย และวิจัย” การศึกษาระดับปริญญาตรีต้องวางรากฐานการวิจัยในระดับพื้นฐาน ศึกษาค้นคว้า แสวงหาข้อมูล คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์นวัตกรรม การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา โท เอก ต้องเป็นเจ้าภาพหลักในพันธกิจการวิจัย ทั้งการบริหารจัดการ คณาจารย์และนิสิตนักศึกษา ซึ่งคุณภาพการวิจัยย่อมไม่ใช่การศึกษาแบบฉาบฉวยเพียงเพื่อรับกระดาษปริญญาบัตรเพียงเท่านั้น

มหาวิทยาลัยพร้อมเรื่องระบบ งบประมาณ และแรงจูงใจ สิ่งที่คาดหวังอย่างสูงคือ นักวิชาการ นักวิจัย และวิจัยคุณภาพ เป็นประการสำคัญ

Previous Page | Next Page

Copyright © 2009 Srinakharinwirot University All Rights Reserved.
Since February 06, 2009