Current Articles | Categories | Search | Syndication

มศว หนึ่งมหาวิทยาลัยสองจังหวัด

            ด้วยรากเหง้าของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่พัฒนามาจากโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง (2492) และวิทยาลัยวิชาการศึกษา (2497) เป็นการก่อเกิดที่ติดดิน การเป็นผู้ให้” จากสายวิชาชีพทางการศึกษา ครูอาจารย์ นักวิชาการ ครูพันธุ์ใหม่” ในห้วงเวลานั้น ครูสายพันธุ์การศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progressivism) กระแสตะวันตก+พุทธธรรม+วัฒนธรรมไทย สายพันธุ์ใหม่ที่ก้าวหน้า ประชาธิปไตย เข้มแข็งทางวิชาการ และกระบวนการเรียนการสอน กัดติด และมีความเป็นครู

            รากเหง้าดังกล่าวได้ส่งผ่านมาสู่การเป็น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ” วันนี้ มหาวิทยาลัยพหุศาสตร์ หลากหลายศาสตร์ สิ้นปี 2553 มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีคณะและวิทยาลัยที่เน้นการผลิตบัณฑิต 18 หน่วยงาน มีสถาบัน สำนัก ศูนย์ ที่เน้นการวิจัยและการบริการวิชาการ 12 หน่วยงาน รวม 30 หน่วยงาน ถ้ารวมหน่วยงานที่มีระเบียบบริหารจัดการของตนเองอีก 3 หน่วยงาน (ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ศูนย์บริการวิชาการ ศูนย์กีฬา มศว) ก็เท่ากับเรามีหน่วยงานหลัก 33 หน่วยงาน อาจกล่าวได้ว่า 6-7 ปีที่ผ่านมา มศว ขยายตัวและเปลี่ยนแปลงไปมาก จุดเปลี่ยน มศว”

            ความพยายามในการก่อเกิด วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย” เป็นยุทธศาสตร์ในการบริการวิชาการแก่ชุมชนอีกมิติหนึ่ง อีกกระบวนทัศน์หนึ่ง รองอธิการบดีฝ่ายเครือข่ายการเรียนรู้ (รองศาสตราจารย์อำนาจ เย็นสบาย) กล่าวเสมอว่า “การทำตามกระแสเหมือนมหาวิทยาลัยอื่นใครก็ทำได้ แต่การสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ การสร้างอัตลักษณ์ใหม่...ทำยากมาก” แล้ววิทยาลัยโพธิวิชชาลัยอีกกระบวนทัศน์หนึ่ง อีกอัตลักษณ์หนึ่งก็เกิดขึ้นจริงๆ

            พร้อมกันนั้น ปรัชญาและปณิธานของวิทยาลัยโพธิวิชชาลัยก็มุ่งไปสู่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภาคปฏิบัติ การสร้างอุดมการณ์เพื่อการดูแลป่าต้นน้ำ แหล่งน้ำ สิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ สัมมาชีพ การแก้ปัญหาความยากจน วัฒนธรรมชุมชน และบัณฑิตคืนถิ่น

            นับด้วย 4-5 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒทำเรื่องนี้ไปมากแล้ว วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย สระแก้ว ตาก สตูล โรงเรียนชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า แม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งการลงพื้นที่ การศึกษาค้นคว้า การเรียนการสอน การบริการวิชาการแก่ชุมชนอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง ที่จังหวัดน่านและจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งความพยายามที่จังหวัดอุตรดิตถ์อาจต้องชลอลง ด้วยทางจังหวัดอุตรดิตถ์มีปัญหาเรื่องที่ดิน ที่สูญหายไปนับด้วยร้อยไร่ เป็นสนิมแต่เนื้อในตนที่ไม่เกี่ยวข้องกับ มศว ก็เสียดายโอกาสมาก ส่วนจังหวัดน่าน หลังจากร่วมมือกับ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ (2553) ก็เชื่อมั่นว่าวิทยาลัยโพธิวิชชาลัยจะต้องขยายบทบาทที่จังหวัดน่านและทำงานหนักต่อไป

            เรื่องหนึ่งมหาวิทยาลัยหนึ่งจังหวัดของรัฐบาล (2553) เป็นแนวคิดที่งอกมาจากคุณหมอประเวศ วะสี ซึ่งท่านเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มายาวนานมาก ท่านอยู่เบื้องหลังโครงการของวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย รวมทั้งเรื่องชุมชน การลงพื้นที่ การแก้ปัญหาความยากจน หนึ่งมหาวิทยาลัยหนึ่งจังหวัด” และท่านก็บอกพวกเราว่าไม่จำเป็นต้องจังหวัดเดียว...มศว ควรทำมากกว่าหนึ่งจังหวัด”

          หลังจากที่ สกอ. (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) ได้ประกาศเรื่องหนึ่งมหาวิทยาลัยหนึ่งจังหวัด ได้จัดสรรให้ มศว ดูแลจังหวัดที่เราไม่เกี่ยวข้อง และจัดสรรจังหวัดที่เราเกี่ยวข้องให้มหาวิทยาลัยอื่นดูแลหรือเป็นเจ้าภาพหลัก

            อธิการบดีได้มีหนังสือยืนยันเจตนารมณ์ไปยังเลขาธิการ สกอ. ดังนี้

Previous Page | Next Page

Copyright © 2009 Srinakharinwirot University All Rights Reserved.
Since February 06, 2009