Current Articles | Categories | Search | Syndication

การสอบตรงที่อิมแพค เมืองทองธานี นักเรียน 64,785 คน

ครั้งเป็นมหาวิทยาลัยวิชาการศึกษา (พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2517) สถาบันแห่งนี้สอบตรงทั้งหมด มีสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยาเป็นแม่งาน มีกองกลางจัดทำข้อสอบในห้องโถงชั้น 2 อาคาร 4 (อาคารคณะศิลปกรรมศาสตร์และทันตแพทย์ศาสตร์ ปัจจุบัน) เป็นสถานที่รวมพลคณาจารย์และบุคลากรรุ่นใหม่จากคณะวิชาต่างๆ มาทำงานร่วมกัน นั่นคือประเด็นพลังร่วม การทำงานร่วมกัน เคารพรักนับถือกัน คารวะธรรม ความเป็นเพื่อน ก่อเกิดที่นั่นมิใช่น้อย

การสอบตรงมีผู้สมัครสอบมากมายทุกวิชาเอก หลายร้อย หลายพัน และมักรับได้เพียงวิชาเอกละประมาณไม่เกิน 30 คน นั่นคือตักศิลาทางการศึกษาของประเทศชาตินี้

เมื่อพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒก็ต้องปรับตัวการสอบเพื่อคัดสรรนิสิต จากการสอบเอนทรานซ์พัฒนามาสู่การสอบแอดมิสชั่นส์ในปัจจุบัน การสอบเอนทรานซ์ที่เอาวิชา เอาหนังสือ เอาการกวดวิชาเป็นตัวตั้ง แล้วเราก็ได้ผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่เรียนเก่งและเป็นปัญหาในสังคมมากมาย

ต่อมาระบบการสอบตรง การสอบโควต้า การแบ่งโซนการสอบได้พัฒนาขึ้นในช่วงปลายการสอบเอนทรานซ์ต่อการสอบแอดมิสชั่นส์ สักสิบปีเศษแล้วละ ดูเหมือนคณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว จะไม่เชื่อมั่นการสอบเอนทรานซ์ จัดการสอบตรง 100% แล้วคนสอบก็ไหลมาเทมา เฟื่องฟูมาจนถึงวันนี้

เมื่อที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย “ทปอ” ขอให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ตรึงการสอบตรงและแอดมิสชั่นส์ให้อยู่ระหว่าง 50 : 50 แต่ความเป็นจริงวันนี้ ภาพรวมอาจพัฒนาไปถึง 70 : 30 (สอบตรงในระบบต่างๆ : แอดมิสชั่นส์) การสอบตรงของ มศว ก็น่าจะพัฒนาไปถึงเกือบร้อยละหกสิบแล้ว

วงสนทนาวันนี้ก็มักตั้งคำถามว่า การสอบแอดมิสชั่นส์ ข้อสอบ GAT (General Aptitude Test) และ PAT (Professional Aptitude Test) นั้น ตรงประเด็นและมีประสิทธิภาพในการตรวจวัดจริงหรือไม่ ได้ตอบโจทย์คุณสมบัติที่พึงประสงค์ของผู้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยวันนี้จริงหรือไม่ มหาวิทยาลัยในสังคมใหม่ที่ต้องพัฒนาไปมากกว่ามหาวิทยาลัยสอนหนังสือหรือมหาวิทยาลัยสอนวิชาอย่างแน่นอน

การสอบตรงที่มีกระบวนการคัดสรรหลากหลายด้าน การตรวจสอบหลายรูปแบบ เพื่อคัดสรรให้ตรงประเด็น ตรงเจตนารมณ์ ตรงเป้าหมายของแต่ละมหาวิทยาลัย สร้างกระบวนการที่เป็น Taylor made มากกว่าการสอบโหลหรือการสอบแบบทหารเกณฑ์ เราน่าจะได้นิสิตที่รักสถาบัน นิสิตที่จงใจมาศึกษาเล่าเรียนในวิชาเอกและคณะนั้นๆ นิสิตที่มิได้เรียนรู้เพียงวิชา เมื่อเป็นเช่นนั้นได้ การพัฒนาศักยภาพนิสิตให้มีประสิทธิภาพเพื่อส่งต่อไปสู่สังคม ย่อมมีความเป็นไปได้อย่างแน่นอน ถ้ากระบวนการคัดสรรอ่อนแอ หลักสูตร การบริหารหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอนอ่อนแอ ก็ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนและตัวเลขนักเรียนที่สมัครสอบตรง มศว ในระดับปริญญาตรี ทวีมากขึ้นทุกปีอย่างน่าตกใจ จากหมื่นเศษมาสู่สามหมื่นเศษในปี 2551 หกหมื่นเศษในปี 2552 และ 64,785 คน ในปี 2553 ซึ่งการสอบตรง มศว รับได้เพียงไม่เกิน 2,700 คน นั่นหมายถึงว่า โดยภาพรวมแล้วนักเรียนต้องแข่งขันมากมายถึง 1 : 24-25 ทีเดียว มากน้อยต่างกันไปในแต่ละวิชาเอก

การสอบตรงที่ต้องสอบ SWUSAT (SWU Scholastic Aptitude Test) และสอบวิชาเอก แต่ละวิชาเอกยังมีกระบวนการคัดสรรหลากหลายไปตามประสบการณ์ของแต่ละวิชาเอก เช่น สอบทฤษฎี สอบปฏิบัติ เสนอพอร์ทฟอลิโอ สัมภาษณ์วิชาการ เป็นต้น

จำนวนผู้สมัครสอบหกหมื่นสี่พันเศษในปี 2553 มศว ได้สร้างนวัตกรรมในการสอบครั้งสำคัญ โดยจัดสอบที่อิมแพค เมืองทองธานี 2 วัน วันอาทิตย์ที่ 19 และ 26 กันยายน 2553 ณ อาคารแชลเลนเจอร์และอาคารอารีนา วันแรกนักเรียนเข้าสอบประมาณ 33,000 คน วันที่สอง (26 ต.ค.2553) นักเรียนเข้าสอบเกือบ 32,000 คน วันแรกเป็นกลุ่มศิลปศาสตร์ (Liberal Arts) วันที่สองเป็นกลุ่มวิทยาศาสตร์ (Science) นับว่าเป็นความสมดุลทั้งสองด้านศิลป์และศาสตร์พอสมควร

นอกจากนักเรียนวันละ 32,000–33,000 คนแล้ว ผู้ปกครองญาติพี่น้องที่ไปส่งข้าวส่งน้ำ ให้กำลังใจ อีกไม่น้อยกว่าเท่าตัว ผู้คนเข้าไปสู่สถานที่สอบวันละ 60,000-70,000 คน นับว่าเป็นงานที่ท้าทายและหนักหนามากทีเดียว

คณาจารย์ บุคลากร นิสิต เข้าร่วมปฏิบัติการ ทั้งคุมสอบ จัดข้อสอบ และบริการอื่นๆ ไม่น้อยกว่าวันละ 1,500 คน มีการประชาสัมพันธ์ นิทรรศการ ภาพยนตร์สั้น ของศูนย์สารสนเทศและการประชาสัมพันธ์ ที่ต่างประทับใจ การจราจรไม่มีปัญหา การสอบตรงเวลา มีผู้ขาดสอบจำนวนน้อย มีปัญหาน้อยมาก ประเด็นที่ต้องชื่นชมยินดีและขอบคุณเป็นอย่างยิ่งคือ ชาว มศว ที่แสดงน้ำใจและเสียสละเวลาเหล่านั้น ทุกคนมีความสุขแจ่มใส ปลื้มปีติ และภาคภูมิใจอย่างถ้วนหน้า พร้อมกันนั้นเราก็ได้รับคำชมจากผู้ปกครอง นักเรียน และจากอิมแพค เมืองทองธานี อย่างมากมาย "นั่นคือความยิ่งใหญ่ของ มศว

สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา ศูนย์ประเมินผลและรับนิสิต ได้แบกรับภาระงานที่หนักมาก ท้าทายมาก ได้มีการวางแผน มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ประสานงานอย่างดีที่สุด แสดงพลังร่วมและน้ำใจอย่างเป็นเลิศ ต้องขอขอบคุณ การเป็นผู้ให้” ของทุกคนอย่างสูงยิ่ง แล้วเราก็ได้ คุณลุงโฆษกใจดี” ขี่จักรยาน รองศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เทียมบุญประเสริฐ (ผอ.สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา) เป็นพรีเซนเตอร์ภาพลักษณ์ที่งดงามของมหาวิทยาลัยในหมู่นักเรียนมากมาย

ทุกคนก็เฝ้าหวังว่าในอนาคต พ่อแม่ผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศไทย จะคาดหวังต่อมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒของเรา คับคั่งมากมายเช่นเดิมและมากกว่าเดิม ด้วยความคาดหวังสูงเช่นนั้น เราคงต้องร่วมกันพัฒนากระบวนการคัดสรรให้ประณีตและมีคุณภาพสูงสุด พัฒนากระบวนการเรียนการสอนให้มีคุณภาพสูงสุด มีความเป็นครูสูงสุด เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีคุณค่าสูงสุดสำหรับสังคมไทย ให้สมกับที่สังคมไทยให้เกียรติและคาดหวังมหาวิทยาลัยของเรามากเหลือเกิน ตัวเลขสูงกว่าทุกมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน แต่เราก็ต้องไม่หลงระเริงกับตัวเลขนั้นด้วยเช่นกัน ในขณะที่มหาวิทยาลัยใหม่และมหาวิทยาลัยเอกชนต้องช้อนแล้วช้อนอีก

ประเด็นสำคัญ เมื่อผู้สอบมากมายมหาศาล ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า กระบวนการคัดสรรของเราเป็นอย่างไร หลักสูตรของเราเป็นอย่างไร กระบวนการเรียนการสอนของเราเป็นอย่างไร คณาจารย์ของเรามีประสิทธิภาพในการสอนหรือไม่ มีความเป็นครูมากมายเพียงไร ฯลฯ

ถ้าเราไม่สามารถสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพสูงสุดได้ เราทุกคนสมควรเปลี่ยนอาชีพหรืออย่างไร

Previous Page | Next Page

Copyright © 2009 Srinakharinwirot University All Rights Reserved.
Since February 06, 2009